บทที่ 2
การจัดระบบ
ระบบเป็นหน่วยใหญ่ที่เป็นผลรวมขององค์ประกอบย่อยมารวมกัน ที่เป็นอิสระแต่มีความสัมพันธ์กัน เพื่อให้การดำเนินงานของหน่วยใหญ่เป็นไปตามจุดมุ่งหมาย มีความสำคัญในการกำหนดสัดส่วนการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด และมีการควบคุมเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบมีองค์ประกอบสำคัญคือ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลลัพธ์และผลย้อนกลับเพื่อควบคุมและปรับปรุง
ความหมายของการจัดระบบ
ชัยยงค์ พรหมวงศ์(2536 : 7) ได้ให้ความหมายระบบว่า ระบบเป็นการรวมกลุ่มของสิ่งของต่างๆ(Components) หรือกระบวนการต่างๆ(Process) ที่มีความสัมพันธ์กัน(Interrelated) เพื่องานหรือวัตถุประสงค์บางอย่าง หากสิ่งใดหรือกระบวนการใดมีการเปลี่ยนแปลงจนกระทบกระเทือนสิ่งอื่นๆหรือกระบวนอื่นๆไปด้วย
กิดานันท์ มลิทอง(2540 : 63-64) กล่าวว่า ระบบ คือ ส่วนร่วมทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยส่วนย่อยหรือสิ่งต่างๆที่มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งต่างๆที่มนุษย์ออกแบบและสร้างสรรค์ขึ้นอย่างมีระเบียบแล้วนำสิ่งเหล่านั้นมารวมกันเพื่อให้สามารถดำเนินงานบรรลุไปตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้แล้ว
คินเดรด(Kindred, 1980 : 6) กล่าวว่า ระบบ หมายถึง ความสัมพันธ์ที่ผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์ประกอบย่อยภายในระบบที่ต้องทำงานอย่างสัมพันธืกัน
ลูแคส(Lucass, 1985 : 5) กล่าวว่า ระบบ หมายถึง ชุดอง๕ประกอบขององค์กรที่มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มีการพึ่งพาอาศัยกัน และมีการผสมผสานกันในการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายของระบบหรือองค์กรนั้น
สรุปได้ว่า ระบบ หมายถึง ผลรวมของหน่วยย่อยต่างๆที่มีความสัมพันธ์กันอาจเป็นไปตามธรรมชาติ หรือเกิดจากการออกแบบสร้างสรรค์อย่างมีระเบียบและมีความสัมพันธ์กัน โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามจุดมุ่งหมาย
องค์ประกอบของการจัดระบบ
การจัดระบบเป็นกระบวนการที่ใช้ในการแก้ปัญหา ประกอบด้วยส่วนสำคัญ คือ ข้อมูลป้อนเข้า(Input) กระบวนการ(Process) ผลที่ได้รับ(Output) และข้อมูลย้อนกลับ(Feedback)
องค์ประกอบของระบบจะต้องมีความสัมพันธ์กันจึงจะทำให้ผลที่ได้รับมีประสิทธิภาพทั้งปริมาณและคุณภาพ การตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบต้องอาศัยการประเมินผลจากผลที่ได้รับซึ่งจะได้เป็นข้อมูลย้อนกลับ(Feedback) เพื่อนำมาตรวจสอบส่วนประกอบและความสัมพันธ์เหล่านั้น ทั้งนี้องค์ประกอบของระบบแสดงได้ดังแผนภาพต่อไปนี้
ข้อมูล
INPUT
ผลลัพธ์
OUTPUT
กระบวนการ
PROCESS
ข้อมูลย้อนกลับ
FEEDBACK
ภาพที่ 2.1 องค์ประกอบของระบบ
จากแผนภาพอธิบายความหมายได้ดังนี้
1. ข้อมูล(INPUT) เป็นการตั้งปัญหาและวิเคราะห์ปัญหา การตั้งวัตถุประสงค์ หรือเป็นการป้อนวัตถุดิบตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ เพื่อการแก้ปัญหานั้น
2. กระบวนการ(PROCESS) เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ป้อนเข้ามา เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
3. ผลลัพธ์ (OUTPUT) เป็นผลผลิตที่ได้ออกมาภายหลังจากการดำเนินงานในขั้น
ของกระบวนการสิ้นสุดลง รวมถึงการประเมินด้วย
นอกจากนี้ยังมี ข้อมูลป้อนกลับ(FEEDBACK) ซึ่งเป็นการนำเอาผลลัพธ์ที่ประเมินนั้นมาพิจารณาว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง เพื่อจะได้ทำการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนต่าง ๆ นั้นให้สามารถใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนการจัดระบบ
ขั้นตอนการจัดระบบมีการดำเนินการ 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. การวิเคราะห์ระบบ
การวิเคราะห์ระบบ (Systems Analysis) เป็นการนำเอาระเบียบวิธีวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) เข้ามาประยุกต์ใช้โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์ต่าง ๆ ขององค์ประกอบทั้งหลายภายในระบบ เพื่อตรวจสอบโครงสร้างและขั้นตอนการดำเนินงานของระบบให้เห็นเป็นกระบวนการอย่างชัดเจน เพื่อประโยชน์ต่อการนำไปเป็นหลักการในทางปฏิบัติ
ดังนั้น การกล่าวถึงการวิเคราะห์ระบบจึงเป็นการอธิบายให้เห็นขั้นตอนในการดำเนินงานอย่างมีระบบนั่นเอง ซึ่งหากพิจารณาขั้นมูลฐานจากการวิเคราะห์ระบบจะพบว่าระบบมีขั้นตอนในกระบวนการดำเนินงานที่สำคัญ 4 ประการ คือ
1.1 วิเคราะห์แนวทางการปฏิบัติงาน คือ พิจารณาว่าในระบบที่มีอยู่องค์กรจะไปในทางไหน จะทราบอย่างไรว่าองค์กรจะถึงจุดหมาย และจุดมุ่งหมายของระบบก็เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
1.2 วิเคราะห์ภาระหน้าที่ เป็นการวิเคราะห์ภาระหน้าที่หรือแนวทางการปฏิบัติงานขององค์กร
1.3 วิเคราะห์งาน เป็นการวิเคราะห์สิ่งที่ต้องกระทำว่าได้ทำหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ในขั้นวิเคราะห์ภาระหน้าที่หรือไม่
1.4 วิเคราะห์วิธีการและสื่อ เป็นการวิเคราะห์หลักการปฏิบัติ ยุทธวิธีและสื่อหรือพาหนะที่นำไปสู่จุดหมายปลายทางเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
2. การสังเคราะห์ระบบ
การสังเคราะห์ระบบ เป็นการรวมส่วนต่างๆที่ไม่เกี่ยวข้องกันให้มามีความสัมพันธ์เป็นของใหม่ขึ้น โดยมีขั้นตอนต่อไปนี้
2.1 เลือกวิธีการหรือยุทธิวิธี เป็นการวางแผนข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ในขั้นที่ 1 เพื่อหาลู่ทางไปสู่จุดหมายปลายทาง แล้วทดสอบยุทธวิธีเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม
2.2 ทำการแก้ปัญหาและดำเนินงาน เมื่อเลือกวิธีการแล้วก็ใช้วิธีการนั้นดำเนินการแก้ปัญหาซึ่งได้แก่การนำหน่วยย่อยต่างๆมารวมกัน
2.3 ประเมินผลประสิทธิภาพการดำเนินงาน เมื่อได้รวมส่วนย่อยเข้าด้วยกัน และดำเนินการแก้ปัญหาแล้ว ก็ต้องมีการประเมินผลเพื่อหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ที่ได้
3. การสร้างแบบจำลอง
หลังจากกำหนดปัญหา วิเคราะห์ข้อมูล กำหนดจุดมุ่งหมาย เลือกวิธีการดำเนินงานและผลการประเมินพอจะทราบผลบ้างแล้ว จากนั้นเสนอระบบเพื่อนำไปใช้ต่อไป การเสนอระบบส่วนใหญ่จะเขียนออกมาในรูปแบบจำลอง ซึ่งเป็นส่วนขยายของแบบจำลองหลักหรือแผนภูมิ มีการกำหนดขั้นตอนที่ละเอียดแยกย่อยลงไปอีกแล้วแทนขั้นตอนด้วยสัญลักษณ์หรือภาพ แบบจำลองสามารถทำได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้
3.1 แบบเขียนแนวนอน
3.2 แบบเขียนผสมทั้งแนวตั้งและแนวนอน
3.3 แบบวงกลมและวงรี
3.4 แบบผสมแผนภาพรูปภาพและสัญลักษณ์
3.5 แบบจำลองเชิงคณิตศาสตร์
4. ทดสอบระบบในสถานการณ์จำลอง
เป็นการนำระบบไปทดลองใช้ตามแบบจำลองที่สร้างขึ้น โดยสร้างสถานการณ์และทางเลือกไว้หลายอย่าง หากแก้ปัญหาได้ผลในสถานการณ์จำลองที่สร้างขึ้น ก็เชื่อมั่นว่าเราสามารถนำแบบจำลองไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประโยชน์ของการจัดระบบ
ประโยชน์ของการจัดระบบมีมาก ถ้านำการจัดระบบที่เหมาะสมมาใช้ในการดำเนินงาน เพราะการจัดระบบจะทำให้การดำเนินงาน มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและคุ้มค่าหรือประหยัดมากขึ้น ประโยชน์ของการจัดระบบสรุปได้ดังนี้
1. ทำให้ทราบขั้นตอนการดำเนินงาน สามารถดำเนินงานได้อย่างมีขั้นตอน
2. สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ดำเนินงาน
3. ทำให้การดำเนินงานบรรลุจุดมุ่งหมายได้โดยง่าย
4. สามารถตรวจสอบ และปรับปรุงได้ทุกขั้นตอน
5. ทำให้การดำเนินงานตั้งอยู่บนหลักการ ทฤษฎีและการวิจัย
ปัจจุบัน การวิเคราะห์ระบบได้รับความนิยมนำไปใช้ในสาขาวิชาการต่าง ๆ กันอย่างกว้างขวาง เพราะจากการศึกษาทดลองพบว่าเป็นวิธีการที่ให้ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและคุ้มค่าหรือประหยัดกว่า ในทางการศึกษาและการเรียนการสอนก็นำเอาหลักการวิเคราะห์ระบบมาใช้เช่นเดียวกัน
การจัดระบบการสอน
การสอนนั้นนับเป็นระบบย่อยระบบหนึ่งในระบบการศึกษาใหญ่ ซึ่งในการดำเนินงานของระบบการสอนครูผู้สอนจะต้องมีการวางแผนการสอนและตั้งวัตถุประสงค์ของการเรียนนั้นให้ดีเสียก่อนเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดการสอน ตลอดจนเตรียมเนื้อหาบทเรียนและวิธีการสอนเพื่อที่จะดำเนินการสอนให้ได้ผลลัพธ์ คือ การที่ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ แต่ถ้าหากว่าการเรียนการสอนนั้นไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ควรจะเป็น โดยอาจจะมีปัญหาในการสอนหรือการที่ผู้เรียนไม่สามารถเกิดการเรียนรู้ได้ดีเท่าที่ควรก็จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ปัญหาและหาทางแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นให้ได้ผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ วิธีการแก้ปัญหาในการเรียนการสอนที่นิยมใช้กันมากวิธีหนึ่งคือ “การจัดระบบ” (System Approach)
ระบบการสอนของเกอร์ลาชและอีลี (Gerlach and Ely)
ระบบการสอนของเกอร์ลาชและอีลีนับเป็นระบบการสอนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วไปมีการแบ่งขั้นตอนออกได้เป็น 10 ขั้นตอน คือ
1. การกำหนดวัตถุประสงค์ (Specification Objectives) ระบบการสอนนี้เริ่มต้น
การสอนด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนขึ้นมาก่อนว่าควรเป็น “วัตถุประสงค์เฉพาะ” หรือเป็น “วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม” ที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติและผู้สอนวัดหรือสังเกตได้
2. การกำหนดเนื้อหา (Specification of Content) เป็นการเลือกเนื้อหาที่
เหมาะสมเพื่อกำหนดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และบรรลุถึงวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ตั้งไว้
การกำหนด
วัตถุประสงค์
การประเมินพฤติกรรมเบื้องต้น
การกำหนดกลยุทธ์
วิธีการสอน
การจัดแบ่ง
กลุ่มผู้เรียน
การกำหนด
เวลาเรียน
การจัด
สถานที่เรียน
การเลือกสรร
ทรัพยากร
การประเมินผล
การประเมิน
การกำหนด
เนื้อหา
การวิเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับ
ภาพที่ 2.3 ระบบการสอนของเกอร์ลาชและอีลี
3. การประเมินพฤติกรรมเบื้องต้น (Assessment of Entry Behaviors) เป็นการประเมิน ก่อนการเรียนเพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมและภูมิหลังของผู้เรียนก่อนที่จะเรียนเนื้อหานั้น ๆ ว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในเรื่องที่จะสอนนั้นมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการที่จะจัดการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม
4. การกำหนดกลยุทธ์ของวิธีการสอน (Determination of Strategy) การกำหนดกลยุทธ์เป็นวิธีการของผู้สอนในการใช้ความรู้ เลือกทรัพยากร และกำหนดบทบาทของผู้เรียนในการเรียน ซึ่งเป็นแนวทางเฉพาะเพื่อช่วยให้สามารถบรรลุถึงวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนนั้นวิธีการสอนตามกลยุทธ์นี้แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ
4.1 การสอนแบบเตรียมเนื้อหาความรู้ให้แก่ผู้เรียนโดยสมบูรณ์ทั้งหมด
(expository approach) เป็นการสอนที่ผู้สอนป้อนความรู้ให้ผู้เรียนโดยการใช้สื่อต่าง ๆ และจากประสบการณ์ของผู้สอน การสอนแบบนี้ได้แก่ การสอนแบบบรรยาย หรือการสอนแบบอภิปราย โดยที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องค้นคว้าหาความรู้ใหม่ด้วยตนเองแต่อย่างใด
4.2 การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้หรือแบบไต่ถาม(discovery or inquiry approach)
เป็นการสอนที่ผู้สอนมีบทบาทเพียงเป็นผู้เตรียมสื่อและจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในการเรียนเป็นการจัดสภาพการณ์ให้การเรียนรู้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้โดยที่ผู้เรียนต้องค้นคว้าหาความรู้เอาเอง
5. การจัดกลุ่มผู้เรียน (Organization of Groups) เป็นการจัดกลุ่มผู้เรียนให้เหมาะสมกับวิธีสอนและเพื่อให้ได้เรียนรู้ร่วมกันอย่างเหมาะสมโดยจะต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์เนื้อหา และวิธีการสอนด้วย
6. การกำหนดเวลาเรียน (Allocation of Time) การกำหนดเวลาหรือการใช้เวลาในการเรียนการสอนจะขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่จะเรียน วัตถุประสงค์ สถานที่ และความสนใจของผู้เรียน
7. การจัดสถานที่เรียน (Allocation of Space) การจัดสถานที่เรียนจะขึ้นอยู่กับขนาดของกลุ่มผู้เรียน แต่ในบางครั้งสถานที่เรียนแต่ละแห่งอาจจะไม่เหมาะสมกับวิธีการสอนแต่ละอย่าง ดังนั้น จึงควรมีสถานที่เรียนหรือห้องเรียนในลักษณะต่างกัน 3 ขนาด คือ
7.1 ห้องเรียนขนาดใหญ่ สามารถสอนได้ครั้งละ 50-300 คน
7.2 ห้องเรียนขนาดเล็ก เพื่อใช้ในการเรียนการสอนแบบกลุ่มย่อยหรือการ
จัดกลุ่มสัมมนาหรืออภิปราย
7.3 ห้องเรียนแบบเสรีหรืออิสระ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนตามลำพังซึ่งอาจเป็น
ห้องศูนย์สื่อการสอนที่มีคูหาเรียนรายบุคคล
8. การเลือกสรรทรัพยากร (Allocation of Resources) เป็นการที่ผู้สอนเลือกสื่อการสอนที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการสอน และขนาดของกลุ่มผู้เรียน เพื่อให้การสอนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ การเลือกใช้ทรัพยากรหรือสื่อการสอนสามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภท คือ
8.1 สื่อบุคคลและของจริง หมายถึง ผู้สอน ผู้ช่วยสอน วิทยากรพิเศษ หรือของจริง ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการประกอบการสอน เป็นต้น
8.2 วัสดุและอุปกรณ์เครื่องฉาย เช่น ภาพยนตร์ แผ่นโปร่งใส สไลด์ ฟิล์มสตริป
เป็นต้น
8.3 วัสดุและอุปกรณ์เครื่องเสียง เช่น วิทยุ เครื่องบันทึกเสียง เป็นต้น
8.4 สิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร รูปภาพ เป็นต้น
8.5 วัสดุที่ใช้แสดง เช่น แผนที่ ลูกโลก ของจำลองต่าง ๆ เป็นต้น
9. การประเมินพฤติกรรม (Evaluation of Performance) เป็นการประเมินพฤติกรรมของผู้เรียนอันเกิดจากกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน หรือระหว่างผู้เรียนกับสื่อการสอน การประเมินเป็นสิ่งสำคัญมากในการเรียนและเป็นกระบวนการขั้นสุดท้ายของระบบการสอนที่ยึดเอาวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เป็นหลักในการดำเนินงาน
10. การวิเคราะห์ข้อมูลป้อนกลับ (Analysis of Feedback) เมื่อขั้นตอนของการ
ประเมินเสร็จสิ้นลงแล้ว จะทำให้ทราบได้ว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด ถ้าผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ก็ต้องทำการวิเคราะห์ผลหรือย้อนกลับมาพิจารณา ในการดำเนินงานตั้งแต่ต้นนั้นมีข้อบกพร่องอะไรบ้างในระบบหรือว่ามีปัญหาประการใดบ้าง ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขระบบการสอนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
การประยุกต์ใช้วิธีระบบกับการเรียน และชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างการวิเคราะห์ระบบการเรียนประจำเดือน……….
Input Process Output
ตัวป้อนต่าง ๆ
ชื่อวิชา
ชื่อผู้เรียน
ชื่อผู้สอน
สิ่งอำนวยความสะดวก
ในการเรียนการสอน
หัวข้อเนื้อหาวิชา
กิจกรรมการสอน
- บรรยาย
- ศึกษาค้นคว้า
- ฝึกปฏิบัติ
- มอบหมายงาน
ผลที่เกิดจากการเรียนการสอน
- ความเข้าใจในเนื้อหา
- เกิดทักษะในการปฏิบัติ
- ทำงานสำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย
เป็นไปตาม Output หรือไม่
1. ถ้าไม่เป็นไปตาม OUTPUT เพราะอะไร ?
2. ถ้าเป็นจะทำให้ดีขึ้นไปอีกได้หรือไม่ ? อย่างไร ?
3. จะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร ? (ในแต่ละปัญหา จากข้อ 1 หรือข้อ 2)
Feedback
ภาพที่ 2.4 การวิเคราะห์ระบบการเรียนในแต่ละเดือน
ขั้นตอนการวิเคราะห์
1. พิจารณา Output ว่าตรงกับข้อ 1 หรือ 2 ของขั้นตอนการ Feedback แล้วพิจารณา
ประเด็นปัญหา
2. กำหนดปัญหาจาก Outputให้ชัดเจน เช่น ไม่เข้าใจเนื้อหาเรื่องอะไร ? ปฏิบัติงานที่
ได้รับมอบหมายอะไร ? ไม่ได้
3. ค้นหาสาเหตุของปัญหาจากทุกขั้นตอนของระบบ (Input Process Output) เช่น ไม่
เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรม(Output) สาเหตุเพราะ ไม่ได้เข้าเรียนในชั่วโมงนั้น หรือเข้าเรียนแต่หลับ หรืออาจารย์อธิบายไม่ชัดเจน(Process) หรือสภาพอากาศในห้องเรียนร้อน (Input) เป็นต้น
4. หาวิธีแก้ปัญหาและกำหนดวิธีแก้ปัญหา (แต่ละปัญหา) ที่เป็นรูปธรรม เช่น ไม่เข้าใจ
สาเหตุ เพราะไม่ได้เข้าเรียน วิธีแก้ปัญหาคือ 1) ให้เพื่อนช่วยอธิบาย 2) ให้อาจารย์ช่วยอธิบาย 3) ไปศึกษาเพิ่มเติมเอง
5. เลือกวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดและและมีความเป็นไปได้สูง
6. นำวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด (แต่ละปัญหาแต่วิธีไปปฏิบัติ) โดยกำหนดวันเวลาที่จะปฏิบัติ
7. นำผลการปฏิบัติมาประเมินผลและวิเคราะห์หาปัญหา สาเหตุของปัญหา และวิธีการ
แก้ไขในเดือนถัดมา ทำอย่างนี้เรื่อยไปทุกเดือนจนสิ้นเทอม
การวิเคราะห์ดังกล่าวนั้น ในเดือนสุดท้ายของเทอมให้เปลี่ยน Output จากความเข้าใจ หรือเกิดทักษะในการปฏิบัติมาเป็นเกรดที่ควรจะได้ในแต่ละวิชา และเกรดเฉลี่ยของแต่ละเทอม เรื่อยไปจนถึงเกรดเฉลี่ยเมื่อสำเร็จการศึกษา ซึ่งหากนักศึกษาสามารถทำอย่างนี้ได้ ก็จะเป็นการแก้ไขข้อบกพร่องในการเรียนของตนเอง และสามารถพัฒนาผลการเรียนให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้
บทสรุป
การจัดระบบทางการศึกษาในระบบโรงเรียนเป็นการวางแผนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานและจัดการศึกษาในระบบโรงเรียน ด้วยการกำหนดขั้นตอนและรายละเอียดสำหรับการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นในการจัดระบบทางการศึกษาจึงเป็นการจัดระบบในระดับกว้างเพื่อกำหนดระบบกลางสำหรับการปฏิบัติหน้าที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และระดับสถาบันการศึกษาเพื่อกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม บุคลากร ทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐาน
คำถามทบทวน
1. ระบบ หมายถึงอะไร
2. ระบบมีองค์ประกอบที่สำคัญอะไรบ้าง
3. ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) มีความสำคัญกับการวิเคราะห์ระบบอย่างไร
4. ทำไมต้องมีการวิเคราะห์ระบบ
5. ขั้นตอนในการวิเคราะห์ระบบ มีอะไรบ้าง
6. วิธีระบบมีประโยชน์อย่างไร
7. วิธีระบบเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอย่างไร
8. จงยกตัวอย่างระบบการสอนมา 1 ระบบ
9. จงอธิบายความสัมพันธ์ของระบบการสอนและระบบการศึกษา มาพอเข้าใจ
10. จงยกตัวอย่างการนำความรู้เรื่องวิธีระบบไปประยุกต์ใช้กับการเรียน หรือการดำเนินชีวิตประจำวันของท่าน มา 1 ตัวอย่าง พร้อมอธิบายขั้นตอนและวิธีดำเนินการ
วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)